หากเราพูดถึงการตลาด คุณคงรู้อยู่บ้างแล้วว่ามันคืออะไร ทำงานอย่างไร รวมถึงกลยุทธ์ต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าของคุณ การศึกษาและวิจัยความต้องการของลูกค้า และอีกมากมาย แต่ในสมัยนี้โลกดิจิทัลกำลังเขยิบเข้ามาใกล้เราขึ้นเรื่อย ๆ นักการตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้ Artificial Intelligence (AI), Machine learning หรือซอฟต์แวร์อื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ตนเอง

และยิ่งในช่วงนี้ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19 การทำการตลาดในโลกความเป็นจริงจึงลดลงเป็นอย่างมาก คนจึงให้ความสำคัญ Digital transformation มากขึ้น และท้ายที่สุดในปี 2021 การตลาดแบบใหม่ที่เหมาะกับยุคสมัยก็ได้เข้ามาแทนที่ และตลาดนั้นมีชื่อว่า Data-driven marketing

หากคุณสงสัยว่ามันคืออะไร . . . มันคือการตลาดที่เราปรับเปลี่ยนโครงสร้างการโปรโมทสินค้าและบริการผ่านข้อมูลมหาศาลของลูกค้าของเรานั่นเองครับ โดยบริษัทจะเก็บข้อมูลของลูกค้าผ่านกลวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอเก็บข้อมูลก่อนการใช้งานเช่น ชื่อ ที่อยู่ และอีเมล หรือการ track การใช้งานของลูกค้าเช่น ประวัติการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน

หลังจากนั้นบริษัทจะนำข้อมูลเหล่านั้น มา ‘วิเคราะห์’ โดยอาจจะวิเคราะห์ผ่าน AI หรือ Machine learning เพื่อหาว่าลูกค้าของแต่ละบริษัทนั้นชื่นชอบอะไร และต้องการอะไร หรือในอนาคตเขาจะต้องการอะไร

Read more here: https://www.dgtl8.com/data-driven-marketing/

เมื่อพูดถึงยุคสมัยนี้ คุณคงคิดถึงโลกดิจิทัล การยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากวัฒนธรรมเดิม ๆ Thailand 4.0 หรืออาจจะเป็นอะไรอื่น ๆ อีกมากมายที่หมายถึงการพัฒนา แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังพัฒนาไปเหมือนกันนั่นก็คือตลาดซีรีส์วาย หรือ Y-marketing ที่มีการนำนักแสดงชายสองคนมาเล่นละครหรือซีรีส์ด้วยกัน โดยคนหนึ่งรับบทเป็น ‘พระเอก’ และอีกคนรับบทเป็น ‘นายเอก’ แทนนางเอก เพื่อเป็นการแสดงถึงความเปิดกว้างทางสังคม ว่าเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิม ๆ ทำให้เกิดกระแสคู่จิ้นเพราะความน่ารักและความเข้ากัน (Chemistry) ของนักแสดง

ซึ่งสิ่งนี้ทำให้มีการตลาดแบบใหม่ในแขนง Influencer marketing โดยการนำนักแสดงซีรีส์วายมาทำการโฆษณาผลิตภัณฑ์ในช่องทางต่าง ๆ ผ่าน Digital Marketing Agency เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้คนหันมาให้ความสนใจโลกดิจิทัลมากขึ้น การทำการตลาดผ่านช่องทางทั่วไปจึงอาจไม่เหมาะสมกับซีรีส์วายที่บูมขึ้นมาได้ด้วยพลังของ Social Network เพราะ leads หรือ กลุ่มลูกค้าอาจจะไม่ตรงกัน

อย่างไรก็ตามซีรีส์วายในยุคที่พึ่งเข้ามาในประเทศไทยใหม่ ๆ ในสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เองก็กำลังชิมลางว่าเส้นทางนี้จะออกมาเป็นรูปแบบไหน

ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อนภาพลักษณ์ของผู้ชายสองคนรักกันเป็นเรื่องที่ยังไม่เป็นที่นิยมและยังไม่ได้รับการยอมรับ หากบริษัทผลิตหนังแนวนี้ขึ้นมาอาจจะเป็นที่ติเตียน หรืออาจจะคิดว่าไม่คุ้มค่าเพราะการทำหนัง หรือซีรีส์เป็นการหาลูกค้าแบบ warm leads คือต้องทำให้ซีรีส์เป็นที่สนใจของลูกค้าจึงจะดึงดูดพวกเขาให้เข้ามาได้ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์

แต่ในปัจจุบันซีรีส์วายได้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเพศ และเริ่มมีตัวตนในประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Soft power ใหม่ของไทยเลยก็ว่าได้ ดังนั้นนักการตลาดจึงควรเรียนรู้ต้นกำเนิดและคาดการณ์การพัฒนาของการตลาดแขนงนี้ครับ

Read more here: https://www.dgtl8.com/thai-boys-love/

คุณรู้จัก Instagram story ไหมครับ ? Reels ล่ะ ? หรือคุณเคยเล่น TikTok ไหมครับ ? หากคุณเป็นผู้บริโภค คุณคงคิดว่าโซเชียลมีเดียพวกนี้สร้าง Feature ใหม่ ๆ เพราะไม่อยากให้คนเบื่อการเล่นแอปพลิเคชันแบบเดิม ๆ ใช่ไหมครับ

ถูกครับ . . . เหล่านักพัฒนาคงไม่อยากให้คนเบื่อแอปพลิเคชันของตนเองแน่ ๆ แต่คุณสังเกต pattern ของมันไหมครับ ว่าแอปพลิเคชันพวกนี้อนุญาตให้เราโพสต์วิดีโอที่สั้นลง ๆ ทุกวัน มันมีเหตุผลครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเรียนวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ เราได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์หลากหลายแขนงทั้ง ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ถ้าอย่างนั้นคุณคงเคยได้ยินเรื่องของฮอร์โมน (Hormone) มาบ้าง

ใช่ครับ มันคือสารที่สร้างขึ้นจากต่อมไร้ท่อของมนุษย์และสัตว์เพื่อควบคุมการทำงานของระบบร่างกายเรา ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และการกระทำครับ

บางครั้งเราเจอคนที่ทำอะไรแตกต่างจากเรา คิดต่าง หรือมีพฤติกรรมที่ต่างออกไป ทั้งหมดนี้เป็นเพราะระดับของฮอร์โมนของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันทำให้แสดงออกแตกต่างกันนั่นเองครับ แต่มีหนึ่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญสำหรับนักการตลาดมากและผมอยากให้คุณรู้ นั่นก็คือ โดพามีน (Dopamine) ครับ

โดพามีนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญในการตลาด

โดพามีน อย่างที่บอกไปคือหนึ่งในฮอร์โมนของร่างกายเราครับ มันเป็นสารสื่อประสาทที่ถูกสร้างขึ้นโดยกรดอมิโนชื่อ Tyrosine ครับ และมันมีอีกชื่อเรียกหนึ่งคือ ‘ฮอร์โมนแห่งความรัก’ หรือ ‘ฮอร์โมนแห่งความสุข’ และมันจะถูกปล่อยออกมาเมื่อเราคาดหวังของรางวัลครับ

ที่มันถูกเรียกอย่างนี้เพราะมันเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความสุข ความพึงพอใจของเรานั่นเองครับ หากเราเจอใครสักคนแล้วเราชื่นชอบเขา เราจะ ‘คาดหวัง’ ว่าเขาจะมองหรือสนใจเราเหมือนกัน แล้วโดพามีนเนี่ยแหละครับ จะหลั่งออกมาแล้วทำให้หัวใจคุณเต้นแรงขึ้นจนเหมือนตกหลุมรัก

แต่จริง ๆ แล้วฮอร์โมนตัวนี้เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ อย่างเลยครับ ไม่ใช่แค่ความรักอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนชอบกินเค้กมาก แล้วคุณดันไปเดินผ่านหน้าร้านเค้ก สมองของคุณจะเริ่ม ‘คาดหวัง’ แล้วครับ ว่าถ้าเค้กหอมกรุ่นที่พึ่งออกจากเตาเข้ามาอยู่ในปากของคุณจะเป็นอย่างไร

แต่พอคุณเข้าไปในร้าน ดันมีคนก่อนหน้าที่เหมาเค้กทั้งร้านเพื่อไปจัดปาร์ตี้ขนมหวาน คุณคงจะเซ็งมากใช่ไหมครับ แล้วทีนี้หากสมมติทางร้านบอกให้คุณกลับมาอีกรอบในหนึ่งชั่วโมงให้หลัง แล้วระหว่างที่คุณรอคอยเค้กนั้น เจ้านายคุณดันโทรมาบอกว่าให้ไปหาภายในหนึ่งชั่วโมง คุณจะรู้สึกอย่างไรครับ

แน่นอนว่าคุณต้องรู้สึกหงุดหงิดและโกรธเจ้านายคุณเป็นแน่ แล้วระหว่างที่คุณประชุมกับเจ้านาย คุณคงจะนึกถึงเค้กนุ่ม ๆ หอม ๆ ที่ทางร้านพึ่งนำออกมาตั้งแน่นอน ถูกไหมครับ ความหิว ความอยากขอคุณจะยิ่งทวีคูณ เหมือนกับการหิวข้าวตอนตีหนึ่ง แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะร้านอาหารปิดหมดแล้ว

นั่นแหละครับ ที่ทำให้โดพามีนสำคัญในโลกการตลาด นักการตลาดทุกคนต้องการให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของเขาคือรางวัลครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าเห็นสินค้าของเขา เขาย่อมอยากให้ลูกค้า ‘คาดหวัง’ เพื่อให้โดพามีนหลั่งออกมา และหากไม่ได้สินค้าของเขาไป เขาย่อมต้องการให้ลูกค้ารู้สึกผิดหวัง และอยากได้มันมากขึ้น ๆ จนเหมือนการ ‘เสพติด’

Read more here: https://www.dgtl8.com/war-of-short-video/

คุณเคยมีของสะสมเป็นของตัวเองไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น แสตมป์ เหรียญ ฟิกเกอร์ หรือแม้กระทั่ง การ์ดเกม มันคงจะดีไม่น้อยหากของที่คุณเก็บสะสมมามันเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันค่อย ๆ หายากขึ้น ๆ หรือบางทีคุณอาจจะเก็บไว้ให้รู้ว่าตัวคุณเป็นเจ้าของสิ่งของนี้ และบางทีคุณอาจจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ่ายให้กับสินค้ารุ่น limited edition เพื่อที่คุณจะได้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่จะได้เป็นเจ้าของมัน

แล้วถ้าผมเปลี่ยนคำถามใหม่ คุณเคยเล่นเกมไหมครับ ? หรือคนรอบตัวคุณมีใครเล่นเกมไหมครับ ? คุณรู้ไหมว่าของในเกมบางทีมันก็เหมือนกับการสะสมสิ่งของที่เราต้องเก็บไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวละครของเราเก่งขึ้น หรือเพื่อความสวยงาม ความเท่ หากผมพูดถึงเกมยอดฮิตของ Garena อย่าง RoV หรืออาจจะเป็นเกมต้นแบบอย่าง LoL คุณเคยเห็นคนเสียเงินเป็นพัน เป็นหมื่นเพียงเพื่อซื้อสิ่งที่เรียกว่า ‘สกิน’ ไหมครับ

สกิน เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ตัวละครในเกมที่คุณเล่นดูสวยงามสะดุดตากว่าปกติ บางทีอาจมีราคาหลายพันบาท แต่สิ่งที่คุณได้นั้นไม่สามารถจับต้องได้ในชีวิตจริง แล้วคุณสงสัยไหมครับว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมเสียเงินเป็นพัน เป็นหมื่นเพื่อซื้อสกิน ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุที่คนเหล่านั้นยอมจ่ายเงินเพื่อครอบครองสิ่งที่มีตัวตนอยู่แค่ในโลกดิจิทัล (Digital ownership) พร้อม ๆ กับการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล (Digital transformation) กันครับ

Read further here: https://www.dgtl8.com/digital-ownership/

เมื่อเรานึกถึงคำว่า โฆษณา สิ่งแรกที่เข้ามาอยู่ในหัวทุกคนคืออะไรครับ เป็นภาพของดาราหรือศิลปินชื่อดังบนหน้าจอโทรทัศน์ กำลังถือผลิตภัณฑ์พร้อมบรรยายสรรพคุณหรือเปล่า หรือคุณมีภาพของ โฆษณา ที่แตกต่างไป โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีคนดังเกิดขึ้นมากมาย โดยที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่เคยไปโชว์ตัวอยู่บนจอโทรทัศน์เลยด้วยซ้ำ ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง Influencer นั่นเอง

การตลาดโดยใช้ Celebrity Endorsement หรือการโฆษณาโดยบุคคลผู้มีชื่อเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและอยู่ในชีวิตประจำวันเรามาเนิ่นนาน ตั้งแต่การมาของสื่อโทรทัศน์ในยุคแรก ๆ ด้วยความที่คนเหล่านี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอยู่แล้ว มันจึงง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มคนมากกว่า อย่างไรก็ดี การมาถึงของ Influencer ก็ได้เปลี่ยนคำจำกัดความของคำว่า บุคคลผู้มีชื่อเสียง ไปโดยปริยาย ไม่ว่าใครก็สามารถก้าวขึ้นมาผลิตคอนเทนท์ของตัวเอง รวมทั้งสร้างกลุ่มผู้ติดตามได้ และแน่นอน คำว่า Influencer นี้ ก็ได้เข้ามา Disrupt การวางกลยุทธ์ทางการตลาดในทุก ๆ อุตสาหกรรม ดังนั้น แบรนด์ที่หวังจะทำการตลาดในปัจจุบันนี้ ไม่สามารถละเลย Influencer Marketing ได้เลย

ความแตกต่างระหว่าง Influencer Marketing กับ Celebrity Endorsement คืออะไร โมเมนตัมทางการตลาดที่เปลี่ยนไปในยุค Digital Transformation เกิดจากอะไร ทำไม Influencer จึงเป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราพูดถึงการตลาดในปี 2021 นี้ ทำไมไม่รู้ไม่ได้ มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันได้เลยครับ

Read further here: https://www.dgtl8.com/celebrities-influencers-kol-diffrerences/

Content Marketing ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดยอดฮิตในยุค Digital Transformation นี้เป็นอย่างมาก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนคอนเทนท์ในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งโพสต์ รูป ข้อความ วิดีโอ ฯลฯ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพียงปลายนิ้ว บวกกับเทรนด์ของ Inbound Marketing ที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เพราะคนยุคใหม่ เริ่มตื่นตัวและรู้เท่าทันสื่อ ทำให้การขายแบบ Outbound ไม่สามารถสร้างผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมได้เท่าแต่ก่อน ซึ่ง Content Marketing ก็เข้ามาช่วยทำให้เกิด Traffic และ Engagement ตอบรับกับเป้าประสงค์ของ Inbound Marketing เป็นอย่างดี

และแน่นอน หนึ่งในประเภทของ Content Marketing ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็คือ User-generated content marketing หรือการตลาดแบบใช้ UGC นั่นเอง เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ให้คนทั่วไปได้เข้ามา Interact กับแบรนด์ในมุมมองที่แปลกใหม่ ผ่านสายตาของผู้บริโภคด้วยกันแล้ว ยังมีความน่าเชื่อถือ เรียล ตามสไตล์ Word of Mouth (WOM) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะพูดว่า UGC นั้นมีประสิทธิภาพมาก ๆ แต่โจทย์สำคัญที่หลาย ๆ แบรนด์ยังคงหาคำตอบอยู่คือ จะทำอย่างไรให้มี UGC เพิ่มขึ้น ในเมื่อ UGC ไม่ใช่คอนเทนท์ประเภทที่อยู่ดี ๆ แบรนด์จะสามารถเสกออกมาได้เหมือนอย่างคอนเทนท์ประเภทอื่น ๆ

แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ

ใช่แล้วครับ จริง ๆ แล้ว มันมีเทคนิคลับสำคัญที่จะช่วยให้ลูกค้าของคุณช่วยสร้าง UGC ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการตลาดให้แบรนด์คุณ แถมยังทำได้ง่ายมาก ๆ อีกด้วย และนั่นคือสิ่งที่วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันได้เลย

User-generated Content คืออะไร

User-generated content หรือ UGC หมายถึงคอนเทนท์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ถูกสร้างสรรค์และผลิตขึ้นโดยผู้ใช้ ซึ่งในที่นี่หมายถึงลูกค้าที่ใช้สินค้าหรือบริการของแบรนด์นั่นเอง คอนเทนท์ประเภทนี้ต่างจากคอนเทนท์ที่ผลิตโดย Production House หรือตัวแบรนด์เองในแง่ที่ว่า UGC เป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดให้เหล่าลูกค้าได้เข้ามาโชว์ประสบการณ์หรือ Impression ที่มีต่อแบรนด์ ให้คนอื่นได้เห็นแบรนด์ในมุมมองที่สดใหม่และเรียลมากกว่าคอนเทนท์โฆษณาทั่วไป แน่นอนว่า ถึงแม้แบรนด์จะไม่สามารถเข้าไปควบคุม Message ที่พูดถึงแบรนด์ได้เท่ากับคอนเทนท์ของตัวเอง แต่ความเรียลเฉพาะตัวในแบบ Word of Mouth นี่แหละที่จะช่วยให้คนทั่วไปสามารถรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้มากกว่า

Read more here: https://www.dgtl8.com/5-techniques-for-ugc-content-strategy/

ในการทำธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าหรือให้บริการ จะแบบ B2B หรือ B2C ก็ตาม หนึ่งในหัวใจสำคัญที่คนทำแบรนด์ต้องคำนึงถึง คือการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าและรักษาพวกเขาเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่เรารู้จักกันในชื่อ การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management (CRM) นั่นเอง โดย CRM ก็มีหลากหลายรูปแบบ หากให้ลองยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่นระบบสมาชิก การจัดโปรโมชั่น หรือบริการหลังการขายที่ผมคิดว่าเราคงคุ้นเคยกันมาบ้าง

ในยุค Digital Transformation แบบนี้ ซอฟท์แวร์ CRM ก็เกิดขึ้นมามากมายในตลาดเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แบรนด์ต่าง ๆ ในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมทั้งทำให้พวกเขาไม่เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นในโลกที่ธุรกิจคู่แข่งเกิดขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตาม หากเราพูดถึงซอฟท์แวร์ CRM แล้ว จะไม่พูดถึง Salesforce ได้อย่างไร

ในบทความนี้ เราจะไปทำความรู้จักกับ Salesforce หนึ่งในซอฟท์แวร์ CRM แบบ Cloud-based เจ้าแรก ๆ ของโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและกลายมาเป็นต้นแบบให้กับ Software CRM ยุคใหม่ในปัจจุบันอีกมากมาย มันทำงานอย่างไร มีข้อดีอย่างไร…

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อินเตอร์เน็ตได้เข้ามา Disrupt วิถีชิวิตของเราทุกคน เฉกเช่นเดียวกับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการและคนทำแบรนด์ต่างพากันปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในยุคดิจิตัลที่มีการแข่งขันสูง และมีแบรนด์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ในทางเดียวกัน การที่แต่ละแบรนด์จะมาทำการตลาดเหมือนอย่างสิบปีก่อนคงจะไม่เวิร์คแล้วในปัจจุบัน มีหลักการทำการตลาดในยุคดิจิตัลเกิดขึ้น เกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า Digital Marketing ที่ได้รับความนิยมและถูกนำไปประยุกต์เข้ากับแผนธุรกิจของแบรนด์มากมายนั่นเอง

และหนึ่งในการตลาดดิจิตัลที่เป็นที่นิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คงไม่พ้นการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้าง ด้วยเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป แบรนด์จำนวนมากต่างโฟกัสไปที่ Inbound Marketing และ Organic Reach ทำให้ SEO กลายมาเป็นเครื่องมืออันล้ำค่าที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างจ้องเข้ามาทำกัน หลาย ๆ บริษัทเลือกดึงเอานักการตลาดที่มีความสามารถเข้ามาช่วยทำ SEO ให้แบรนด์ แต่ก็มีไม่น้อยที่เลือกใช้บริการจาก Digital Marketing Agency ที่รับจ้างทำ SEO โดยเฉพาะ

คำถามที่ตามมาก็คือ หากเราก็เป็นอีกคนที่ต้องการจะทำ SEO เราจะเลือกใช้แบบไหน จะจ้างพนักงานเข้ามาดีไหม หรือการทำงานกับเอเจนซี่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า ยิ่งเป็นเรื่องของ Digital Transformation ในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ยิ่งต้องตัดสินใจให้ดี เพราะผลลัพธ์ที่ตามมามีผลอย่างมากต่ออนาคตของแบรนด์

ในวันนี้ พวกเราจะมาเจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ของการทำ SEO โดยทีม In-house และโดยเอเจนซี่แบบ Outsource พร้อมแนวทางการตัดสินใจ เลือกยังไงให้ใช่ที่สุดสำหรับแบรนด์คุณ ไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันเลยครับ

นักการตลาด ผู้ประกอบการ รวมทั้งหลาย ๆ คนที่สนใจการตลาดแนว Digital Marketing ผมเชื่อเลยว่าต้องเคยได้ยินเกี่ยวกับ Search Engine Optimization หรือ SEO มาบ้างไม่มากก็น้อย เพราะถือเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Inbound Marketing สมัยใหม่ที่สามารถสร้าง Organic Reach ได้ทรงประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุดรูปแบบหนึ่ง ทำให้หลากหลายแบรนด์ไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้ามาทำกันจนเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน เกิดการจ้างนักการตลาดสายดิจิตัลและบริษัทรับจ้างทำ SEO มากมายทั่วโลก รวมทั้งในไทยเช่นกัน

อ่าน จะทำ SEO ให้ธุรกิจทั้งที่ ควรลงทุนกับ In-house Team หรือ Agency ดี ที่นี่มีคำตอบ

แล้วในเมื่อทุกแบรนด์ในตลาดทุกวันนี้ต่างพากันเข้ามาทำ SEO ให้ตัวเองกันทั้งหมด คำถามที่ตามมาคือ แล้วเราล่ะ จะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถแข่งขันอยู่ในวงการนี้ได้ เอาชนะแบรนด์ต่าง ๆ และขึ้นเป็นที่หนึ่งของ SERP ได้เหนือกว่าคนอื่น ๆ คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ เลยครับ — ความสม่ำเสมอ

Search Engine ต่าง ๆ มีการอัพเดตเปลี่ยนแปลง Algorithm อยู่ตลอดเวลา ทำให้กลยุทธ์การทำ SEO จะต้องตามให้ทันอยู่เสมอ เทคนิคที่ใช้ได้เมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่ได้หมายความว่าจะเวิร์คอีกต่อไปในตอนนี้ นั่นทำให้นักการตลาดสาย Digital Marketing จะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อตามให้ทันโลกในปัจจุบันที่กำลังหมุนเร็วขึ้นตลอดเวลา สำหรับในวันนี้ เราจะมาดู 7 ข้อผิดพลาดสุดคลาสสิคที่มักเกิดกับคนทำ SEO โดยเฉพาะในปี 2021 นี้ หากรู้ก่อน มีโอกาสสำเร็จก่อน ส่วนทั้ง 7 ข้อนี้จะมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อม ๆ กันเลยครับ

หากคุณเป็นนักการตลาด คนทำแบรนด์ หรือกระทั่งคนที่สนใจศึกษาด้านการทำธุรกิจ ก็คงจะต้องเคยได้ยินคำพูดข้างต้นมาบ้างอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อมาพิจารณาดูดี ๆ แล้ว ประโยคดังกล่าวก็ไม่ได้เกินเลยความจริงแม้แต่น้อย คนทำธุรกิจด้วยมายด์เซตแบบ Customer-centric หลายคนย่อมรู้ดีว่า หัวใจสำคัญของการทำการตลาดไม่ใช่แค่หาลูกค้าเข้ามาแล้วจบไป สิ่งที่สำคัญคือการเข้าใจ Customer Journey ของลูกค้าและบริหารจัดการประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในแต่ละ Touch point และยังคงความสัมพันธ์อันดีกับแบรนด์ เพราะฉะนั้น หน้าที่ในการรักษาลูกค้าให้อยู่คู่กับแบรนด์ได้ในระยะยาวจึงไม่ใช่หน้าที่ของทีมใดทีมหนึ่งในองค์กร แต่ทุกทีมต้องร่วมด้วยช่วยกันตั้งแต่ ทีม Customer Service ทีม Sale ทีมบัญชี หรือแม้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยเอง ก็สามารถเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาซึ่ง Brand Loyalty การกลับมาอุดหนุนซ้ำ และการบอกต่อได้ จากผลวิจัยพบว่า รายได้ส่วนใหญ่ของแบรนด์มักมาจาก Loyal Customer นี่จึงเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า การรักษาลูกค้าเก่าให้อยู่จนเกิดความภักดีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อรักษาพวกเขาไว้ล่ะ? นอกจากเรื่องของการบริการแล้วการซื้อใจลูกค้าด้วยการลดแลกแจกแถมเองก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ แบรนด์นิยมทำหรือแม้แต่การสร้างระบบสมาชิกสะสมแต้มที่เราเรียกว่า Loyalty Program ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ดังที่ใช้โปรแกรมนี้เพื่อจุดประสงค์ที่จะรักษาลูกค้าเก่าและสร้าง Brand Loyalty ให้พวกเขามีประสบการณ์ที่ดี กลับมาใช้บริการซ้ำ และบอกต่อสิ่งเหล่านี้กับคนรู้จัก จะเห็นได้ว่า Loyalty Program ได้มอบประโยชน์ให้แก่แบรนด์และลูกค้าเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็น Win-Win Situation ที่ทั้งคนทำแบรนด์ก็แฮปปี้ ลูกค้าก็แฮปปี้

Read more here: https://www.dgtl8.com/loyalty-programs-case-studies/

dgtl8 marketing

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store